144 145 146 147 148 149 151 151 152 153 154 155 156 157 158

เกี่ยวกับ


ชุมชนหล่ายแก้ว

จุดเด่นของชุมชนนี้คือการอนุรักษ์วิถีความเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยงไว้ได้เป็นอย่างดี อาทิ การแต่งกาย  โดยแม่บ้านและเด็กผู้หญิงจะทอผ้าใช้เองและสำหรับทุกคนในครอบครัวด้วย ผ้าที่ทอเป็นผ้าฝ้าย ลวดลายที่ทอเป็นลายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงในชุมชนนี้โดยเฉพาะ อาทิ ลายปะคังดอง (ลายแมงมุม) ลายหลึ่งเค้คลิ้ง     (ลายเมล็ดฟักทอง เมล็ดมะฟักแก้ว) ลายก่ายกอง (ลายคดโค้ง) เป็นต้น เครื่องแต่งกายของชาว กะเหรี่ยงบ่งบอกถึงเพศและสถานะของผู้สวมใส่ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานจะใส่ชุดกระโปรงท่อนเดียวสีขาว อาจทอลวดลายที่คอและชายเสื้อเล็กน้อย ส่วนผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะใส่ชุดสองท่อน โดยใส่เสื้อตัวสั้นลายคดเคี้ยวคู่กับผ้าถุงผ้าถุงทอลายแบบโผล่ง ถ้าผู้หญิงเป็นรุ่นอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป มักจะใส่สร้อยลูกปัดเต็มคอ ใส่กำไลกระดุมกำไลโลหะ มีประดับลูกตุ้ม เหรียญ หรือกระดิ่งเต็มแขน ส่วนผู้ชายจะใส่เสื้อผ้าผ้ายทอกับกางเกงสะดอ (ลักษณะเหมือนกางเกงชาวเล) แม้ชุมชนหล่ายแก้วจะส่งเสริมและอนุรักษ์การทอผ้าแบบดั้งเดิม แต่การแต่งกายของคนรุ่นใหม่ก็มีความแตกต่าง โดยความนิยมสวมใส่เครื่องประดับแบบคนรุ่นเก่าน้อยลง

ประวัติ


ชุมชนหล่ายแก้ว

ชุมชนหล่ายแก้ว หรือเรียกว่าบ้านหล่ายแก้ว ตั้งอยู่ที่เลขที่ 253 หนองปู หมู่ 3 ฮอด-แม่ตืน ตำบลบงตัน อำเภอดอยเต่าจังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนที่อยู่ในหมู่บ้านหนองปู ซึ่งเดิมทีนั้นเป็นพื้นที่หมู่บ้านหล่ายแก้วแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนราษฎร์

ต่อมา เมื่อมีการสร้างเขื่อนภูมิพลและส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่เหนือเขื่อน ในปีพ.ศ. 2507 ทำให้ชาวบ้าน หมู่บ้านหนองปูที่ถูกน้ำท่วมอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่หมู่บ้านหล่ายแก้วและได้รับการจัดสรรเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน หลังจากนั้น หมู่บ้านหนองปูได้ขึ้นทะเบียนเป็นหมู่บ้านใหม่ และได้แต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านหนองปูซึ่งเป็นหมู่บ้านใหม่ย้ายมาอยู่รวมกับบ้าน หล่ายแก้ว นั่นคือ บ้านหล่ายแก้วและบ้านหนองปูมีผู้ใหญ่บ้านคนเดียวกัน ทั้งนี้ ชาวบ้านจะทราบกันเองว่าใคร เป็นชาวหล่าย แก้วและใครเป็นชาวหนองปู เวลาประกอบพิธีกรรมตามประเพณีและความเชื่อนั้น ชาวบ้านจะแยกกันดำเนินการ แต่ถ้าเป็น เรื่องเกี่ยวกับทางราชการ ชาวบ้านทั้งสองบ้านจะร่วมกันทำ เพราะอยู่ในเอกสารสิทธิ์เดียวกัน ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านนี้มีความเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกันมาแต่เดิม ดังนั้น เมื่อมีการอพยพมาอยู่ร่วมกันจึงไม่มีปัญหาใดๆ อีกทั้ง ชาวบ้าน ทั้งสองบ้านเกือบทั้งหมดเป็นชาวเผ่ากะเหรี่ยง (ชาวโผล่ง) ด้วยกันจึงเข้ากันได้ดีมาก ชาวบ้านอีกส่วนเป็นคนเมืองซึ่งวิถีชีวิต ไม่แตกต่างกัน ชาวบ้านในชุมชนนี้จะพูดได้อย่างน้อยสามภาษา คือ ภาษาไทยกลาง ภาษากระเหรี่ยง และภาษาเหนือ(คำเมือง)

ชุมชนหล่ายแก้ว มีเอกลักษณ์จุดเด่นตรงแม่บ้านและเด็กผู้หญิงจะทอผ้าใช้เองและสำหรับทุกคนในครอบครัวด้วย ผ้าที่ทอเป็นผ้าฝ้าย ลวดลายที่ทอเป็นลายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงในชุมชนนี้โดยเฉพาะ อาทิ ลายปะคังดอง (ลายแมงมุม) ลายหลึ่งเค้คลิ้ง (ลายเมล็ดฟักทอง เมล็ดมะฟักแก้ว) ลายก่ายกอง (ลายคดโค้ง) เป็นต้น เครื่องแต่งกายของ ชาว กะเหรี่ยงบ่งบอกถึงเพศและสถานะของผู้สวมใส่ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานจะใส่ชุดกระโปรงท่อนเดียวสีขาว อาจทอลวด ลายที่คอและชายเสื้อเล็กน้อย ส่วนผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะใส่ชุดสองท่อน โดยใส่เสื้อตัวสั้นลายคดเคี้ยวคู่กับผ้าถุงผ้าถุง ทอลายแบบโผล่ง ถ้าผู้หญิงเป็นรุ่นอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป มักจะใส่สร้อยลูกปัดเต็มคอ ใส่กำไลกระดุมกำไลโลหะ มีประดับ ลูกตุ้ม เหรียญ หรือกระดิ่งเต็มแขน ส่วนผู้ชายจะใส่เสื้อผ้าผ้ายทอกับกางเกงสะดอ (ลักษณะเหมือนกางเกงชาวเล)

ชุมชนหล่ายแก้วนี้ นอกจากเอกลักษณ์เรื่องการแต่งกายแล้ว ยังมีวิถีชีวิตที่ยึดถือประเพณีดั้งเดิมอาทิ การทอผ้าฝ้ายใต้ถุนบ้าน การเป็นอยู่แบบพึ่งพาอาศัยกัน การใช้ภาษากระเหรี่ยงในการสนทนาในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดให้มี ผู้มาเยี่ยมชม นอกจากนี้ ในหมู่บ้านยังมีศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมผ้าทอกะเหรี่ยง ซึ่งมีนายจันทร์คำ ปู่เป็ด เป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการศูนย์ฯ โดยผู้มาเยือนจะได้เห็นการทอผ้า การย้อมสีธรรมชาติ และยังได้ชมแกลเลอรี่ที่มีชีวิตในหมู่บ้านอีกด้วย อาชีพหลักของชุมชนหล่ายแก้วคือการทำสวนลำไย ซึ่งจะมีการเก็บผลผลิตปีละหนึ่งครั้ง ส่วนอาชีพเสริมคือ การทำหัตถกรรม ทอผ้ากะเหรี่ยงและแปรรูป ทำไม้กวาด

ผ้าทอชุมชนหล่ายแก้ว


มัลติมีเดีย

ข่าวสารประชาสัมพันธ์


สินค้าแนะนำ